ท่านกวนอู

เขาเดินไปตามทางเท้าที่เรียบบ้าง ขรุขระบ้าง ขยะประปราย
ขี้หมาเปียกมีกองให้เห็น แต่ไม่ถึงกับรบกวนสายตา และขี้หมา
แห้งที่ถูกเหยีบจนแบนราบแล้วอีกเล็กน้อย ซึ่งไม่บังอาจสร้าง
ความแปลกใจให้ใครได้… ติดกับทางเท้านี้เป็นถนนใหญ่มี
รถวิ่งด้วยความเร็วพอใช้ แต่นานๆครั้งจะมีผ่านมาทำลายความ
เงียบสักคันเพราะขณะนี้เป็นเวลาครึ่งคืนเข้าไปแล้ว อากาศ
เย็นชื้น ไฟถนนสีส้มสาดพาดผ่านตัวเขาสร้างเงาเป็นทางยาว
สายตาทอดต่ำเลยปลายเท้าไปไม่มาก บทเจรจาแทรกเสียงขึ้น
ระหว่างความคิด มันไม่ดังมากและก็ไม่แผ่วเบาถึงขนาดแว่ว
มันดังพอดีๆ ชัดเจน แต่ไม่น่าฟัง…
“ชั้นไม่น่ามาแต่งงานกับคุณเล้ย ให้ตายเถอะ!
ดูซิความรู้ก็มีท่วมหัวท่วมตัว แต่ทำไมเอาครอบครัวไม่รอด
งานการที่มั่นคงน่ะไม่หา ไม่ทำ ไม่อยากเป็นขี้ข้าใคร
ทำอะไรก็ไม่สำเร็จซักอย่าง แล้วไง? ตอนนี้ก็เลยต้องมาเป็น
ขี้ข้าสังคมลูกเมียเดือดร้อนจะตายอยู่แล้ว
ความรับผิดชอบน่ะมีกันบ้างมั๊ย”
“คุณยังรักผมอยู่รึเปล่า”
ไม่ถึงกับทันควัน คำตอบสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบขึ้น
เจือด้วยน้ำตาหยาดแรกของฝ่ายหญิง “ฉันไม่แน่ใจว่าเคยด้วยซ้ำ…”
เขาไม่พูดอะไร ปล่อยให้แววตาค่อยๆเลื่อนลอย
“อย่าไปพูดถึงความรักเลย พูดถึงนมลูกดีกว่า นี่ชงเป็นขวดสุด
ท้ายแล้วและฉันก็ไม่มีเงินติดตัวเลย” เธอพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ
“เราจะทำยังไงดี”
นาทีนั้นไม่มีคำตอบ หรือแม้แต่ความเห็น เขาทำท่าเหมือนครุ่นคิด
แต่นัยน์ตาว่างเปล่าเหลือเกิน ความจริงสภาวะการณ์นี้ไม่น่าสร้าง
ความประหลาดใจใดๆ เพราะสัญญาณแห่งความหายนะมันฉายโชน
มาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยความหวังแบบรายวัน และหนทาง
ที่ตีบตัน จึงทำให้ทุกอย่างแย่ลงเรื่อยๆ จนวันนี้
ความคิดหยุดลง พอดีกับเมื่อถึงหัวถนน บุหรี่แบบมวนเองไหม้ไป
กว่าครึ่งจึงถูกทิ้งไปก่อนที่จะไหม้นิ้วมือ เขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกเส้น
ผู้คนเริ่มเยอะขึ้น เป็นธรรมดาของย่านนี้ที่คึกคักตลอดค่ำคืน
ในซอยเล็กๆที่แยกจากถนนใหญ่เข้าไปยิ่งพลุกพล่าน เขามองดูผู้คน
เหล่านั้นที่เดินไปมาทั้งพ่อค้าแม่ค้า นักศึกษา พนักงานบริษัท
เด็กเสิร์ฟในร้านเหล้า คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือแม้แต่คนว่างงาน
ที่ออกมาซื้อปาท่องโก๋รอบดึก
“เขายังอยู่กันได้นะ…
คนที่อยู่ในมุมนี้ของเมือง คงไม่ได้สุขสบายอะไรนักหรอก
แต่เขายังอยู่กันได้” ความคิดเขาเคลื่อนไหวอีกครั้ง “แล้วเราล่ะ?”
ตรอกเล็กๆที่แยกย่อยเข้าไปอีก ผ่านหน้าตึกแถวสูงสี่ชั้นแบบคนจีน
นำเขามาหยุดที่หน้าห้องๆหนึ่งก่อนสุดตรอก มีชายสองสามคนนั่ง
อยู่ข้างหน้าสนทนากันอย่างคุ้นเคย อีกคนคอยเปิดประตูให้ ผายมือ
เล็กน้อยเป็นท่าทีต้อนรับแขกที่มาใหม่ เขาย่างเข้าไป ยืนรอที่ประตู
เหล็กสีเทาแข็งแรงซึ่งเป็นประตูอีกชั้นหนึ่ง มีไว้เพื่อความปลอดภัย
สบายใจของผู้มาใช้บริการ ข้างๆประตูนี้มีศาลเจ้าแบบจีนและตุ๊กตา
เทพเจ้ากวนอูขนาดสามศอกยืนถือง้าวเป็นสง่าด้วยสายตาเอาจริงเอาจัง
นัยว่าสถานที่นี้บูชาและถือเอาความซื่อสัตย์เป็นหลักการสำคัญในการ
ประกอบกิจการค้า เมื่อผ่านประตูเหล็กมั่นคงนั้นเข้ามา เขานึกถึงเมื่อ
ครั้งแรกที่ได้มาที่นี่ เขามาแบบผู้สังเกตการณ์ ตื่นเต้นและพะวงเล็กน้อย
สายตาพยายามกวาดเก็บภาพบรรยากาศต่างๆ มองดูผู้คนดาษดื่นที่มา
ด้วยสาเหตุหลากหลาย แต่มีความหวังเต็มเปี่ยมเหมือนๆกัน เขารู้สึก
ดูถูกนิดๆต่อหลายคนที่พบเจอในวันนั้น แต่วันนี้เขายอมมอบตัวกับ
ชะตาชีวิต และความรู้สึกต่ำต้อยผุดขึ้นเบียดบังจนแทบไม่เหลือที่ว่าง
ให้กับความหวัง ในกระเป๋าสตางค์ของเขามีธนบัตรฉบับละห้าสิบ
และยี่สิบบาทอย่างละหนึ่งใบ เขามีเท่านั้นและไม่ได้มีซ่อน ตกหล่น
หรือหลงลืมไว้ที่ไหนอีกแล้ว แต่เดิมพันที่แท้จริงสูงกว่านั้นมาก
เพราะมันพ่วงเมียและลูกที่ยังเล็กของเขามาด้วย
เสียง กริ๊ง กริ๊ง ดังกังวานกระทบส่วนในสุดของโสตประสาท
ลูกเต๋าใสแสดงความบริสุทธิ์ใจในตัวมันเองสามลูก นำเงินมาให้เขา
ถึงสามเท่าจากเดิมในเวลาไม่ถึงสิบนาที เขาผละจากโต๊ะนั้นมาสู่เป้า
หมายที่แท้จริง นั่นคือโต๊ะ”บัคคาร่า” หลังจากจดๆจ้องๆได้สักพัก
เขาก็เริ่มเล่น อยู่ข้างแดงบ้าง น้ำเงินบ้าง แต่ไม่เคยวางเสมอเพราะแม้จะ
จ่ายถึงเก้าต่อ แต่เขารู้ดีว่าโอกาสมีน้อยมาก ไม่ถึงชั่วโมงแม้จะเสียบ้าง
แต่ได้มากกว่าถึงสามพันบาท หัวใจยังเต้นเป็นปกติอยู่ เขาบอกตัวเอง
ว่านี่อาจเป็นความสำเร็จเดียวในชีวิตที่เขาจะทำได้ เจ้ามือส่งเสียงอย่าง
เบื่อหน่าย เร่งเร้าลูกค้าไร้เกียรติที่รายล้อม “ไวนิด ไวนิด”
ทุกคนลงช้าเพราะต่างรอดูกันและกัน สร้างความรำคาญใจให้เจ้ามือ
ทุกตาไป “ทิ้งไพ่” สิ้นเสียงเจ้ามือ จึงรีบลงกันวินาทีสุดท้าย
ตานี้ปรากฏว่าคนตามแดงกันเพียบ เขาก็ตามไปด้วยหนึ่งพัน
เมื่อแจกไพ่เสร็จมีเสียงถอนหายใจรอบวง และเสียงปรบมือเปาะแปะ
ผลออกมาว่าโชคยังเข้าข้างเขาอยู่

เขาออกมาจากที่นั่นพร้อมเงินห้าพันบาท มันเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย
ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกแม้แต่น้อย
เขาซื้อบุหรี่ฝรั่งแบบมีก้นกรองอย่างใจเย็น และพาตัวเองเข้าร้านเหล้า
ที่อยู่ในซอยเดียวกัน มันเป็นร้านธรรมดาๆ ไม่ซอมซ่อนักและอยู่ติด
ถนน หน้าร้านเป็นกระจกใสมองเห็นผู้คนเดินผ่านไปมา มีเครื่อง
ปรับอากาศและเสียงเพลงลูกทุ่งค่อนข้างดัง เขานั่งอยู่ติตกับกระจก
ใสนั่น ดื่มวิสกี้ต่างประเทศราคาไม่แพงนักแต่กลิ่นหอมคุ้มเงิน
คิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา มันทำให้เขากระอักกระอ่วนและสมเพช
แต่อีกใจหนึ่งก็ภูมิใจที่ผ่านมาได้จนนาทีนี้ มันเป็นชีวิตที่ศิลปินหรือ
ผู้ดีบางคนอยากสัมผัสด้วยความกล้าๆกลัวๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเสียใจ
เพียงอย่างเดียวก็คือลูกและเมียที่ต้องมารับเคราะห์ แต่ทำอย่างไรได้
“เรามันคนไม่เอาไหน” เขาบอกตัวเองก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มและ
ทอดอารมณ์เหมือนคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย
เวลาของค่ำคืนเกือบสิ้นสุดแล้ว เขาเริ่มเมาและออกจากร้านเหล้านั้น
มาด้วยมือที่กำเงินอยู่เกือบห้าพันบาท เมื่อนึกถึงหน้าลูกที่ยังแบเบาะ
รอยยิ้มเล็กน้อยที่พอสังเกตได้ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ความตั้งใจจะกลับบ้านมีมาตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว แต่เขาเงยหน้าขึ้น
และกระซิบดวงดาวฝากผ่านไปยังลูกน้อย
“ขอพ่อแวะไปหาท่านกวนอูอีกสักครั้งเถอะนะ ลูกพ่อ”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *