ร่องรอยในเมฆหมอก

รไมยา

“เขาว่ากันว่าคืนไหนเรามองเห็นพระจันทร์สวย คืนนั้นเราจะโชคดี มันจะเป็นคืนของเรา”
สิ้นเสียงของหญิงสาวเพื่อนที่เดินตามมาอดหัวเราะไม่ได้ ท้วงขึ้นว่า
“แต่ที่แน่ๆ คืนนี้ไม่ใช่คืนของเรา มันเป็นคืนของอัจจิมาและเจ้าบ่าวของเธอต่างหาก” พูดจบก็หันไปยิ้มให้เพื่อนหนุ่มข้างๆ ที่เดินมาด้วยกัน พยักเพยิดหน้าให้รู้อาการโรแมนติกของเพื่อนสาว

“แต่พระจันทร์ที่เห็นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง มันลอยเคว้งคว้างอยู่เช่นนี้ไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว ดูสิ ไม่อยากเชื่อเลย ปุยเมฆที่เห็นเบื้องหลังพระจันทร์นั่นจะรีบไปไหน ล่องลอยผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนใครฉีกปุยสำลีขึ้นไปโยนให้กระจุยกระจายไปทั่วผืนฟ้า”
หล่อนกล่าวด้วยอารมณ์สุนทรีย์กับภาพที่เห็น เป็นคืนแรกกระมังที่เขามองหล่อนเต็มตา หล่อนแหงนหน้ามองผืนฟ้ากว้างตรงหน้า ท่าทางหล่อนมีความสุข จริงสิ เขาไม่เคยเห็นหล่อนทุกข์ร้อนสักนิดแม้จะรู้ว่าหล่อนไม่ได้ไปทำงานในบริษัทนั้นมาร่วมเดือนแล้ว ได้ยินมาว่าบริษัทที่หล่อนทำเลิกจ้างพนักงานหลายสิบคน และหล่อนเป็นหนึ่งในนั้น
“น่าแปลกนะวันนี้พระจันทร์ลอยต่ำมาก เมฆถึงได้ลอยผ่านหลังพระจันทร์ไปแบบนั้น” หล่อนยังพูดต่อเรื่อยๆ “นี่คุณช่อส้ม คุณเองไม่คิดจะมองอะไรที่ต่ำกว่าพระจันทร์บ้างหรือ”

หญิงสาวที่ชื่อช่อส้มหันมายิ้มเริงร่าให้เพื่อนสาว แวะสบตาเขานิดหนึ่งแล้วยืนเกาะราวสะพานนิ่งอยู่ ทุกคนก็พลอยชะงักฝีเท้ายืนอยู่กับหล่อนด้วย ดวงตาทุกคู่มองลงไปยังสายน้ำเจ้าพระยาตรงหน้า ดีสักเพียงไหนที่ก้าวออกมาจากโรงแรมเก่าแก่แห่งนั้นแล้วเลือกที่จะเดินเท้ากลับบ้านแทนรถโดยสาร ด้วยหนทางไม่ไกลเกินเพียงฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา หลังเอ่ยอำลาคู่บ่าวสาวแล้ว ทั้งสามคนเดินมาตามถนนอย่างไม่เร่งรีบราวจะดื่มด่ำบรรยากาศในยามค่ำที่มีมวลมลพิษแทรกตัวอยู่เป็นเพื่อนและเป็นดั่งมฤตยูเงียบสำหรับชีวิตผู้คนในเมืองหลวง “มนุษย์นี่ก็แปลกแสวงหาเหยื่อได้ไม่เลือกกาลเวลา”
ช่อส้มพูดขึ้น สายตายังจับอยู่ที่กลุ่มคนสี่ห้าคนที่ยืนเลียบทางเดินริมแม่น้ำ ในมือมีอุปกรณ์เพชฌฆาตในยามค่ำ “น่าสงสารปลาเหล่านั้น ปากของมันจะเจ็บปวดเพียงไหนยามที่ถูกเบ็ดเกี่ยวเอา”
“ดีไม่ใช่หรือ มันจะได้เกิดการเรียนรู้ความเจ็บปวดของชีวิต เห็นคราวหน้าจะได้หลบๆ ไปได้ทัน” อยู่ๆ ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง หล่อนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่สู้จะพอใจนักแล้วหันไปมองเงาตะคุ่มของกลุ่มคนสี่ห้าคนที่เฝ้ารอเหยื่อในสายน้ำด้วยใจจดจ่อ เขาได้ยินเสียงหล่อนเอ่ยต่อไปว่า
“คุณลองเป็นเหยื่อดูบ้างสิ จะได้รู้รสชาติความเจ็บปวดบ้าง” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงกระด้างเช่นนี้เสมอยามปะคารมด้วย เขาได้แต่อมยิ้ม
“ผมชาชินกับความเจ็บปวดมานานวัน ผมรู้รสชาติมันดี” เขาโต้หล่อน
“แต่คุณก็ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ปลาพวกนั้นสิ หนทางของมันคือความตายเท่านั้น” หล่อนก้าวเดินต่อ ไม่ใส่ใจว่าเขาจะพูดอะไร
“ตายยังดีกว่าอยู่อย่างทุกข์ทรมาน” เขาว่า
“สองคนนี่ละก็ ไม่รู้เป็นไงน้า ชอบพูดขัดคอกันตลอดเวลา”

นั่นสิ หล่อนก็แปลกใจไม่น้อย ดูเขาตั้งป้อมเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในชีวิต หรือว่าหล่อนมีใบหน้าไปละม้ายแม้นแฟนเก่าที่สร้างความเจ็บปวดให้เขา หล่อนยิ้มที่มุมปาก สมน้ำหน้ากับเรื่องราวในหัวใจเขาที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนัก วิภาวีบอกหล่อนว่าผู้หญิงคนนั้นเอาซองจดหมายมาใส่ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเขาด้วยมือของหล่อนเอง เนื้อความในจดหมายนั่นคงมีถ้อยคำอำลาสั้นๆ เป็นการปิดฉากหัวใจเขากระมัง
“บรรยากาศดีๆ เสียหมด” หล่อนบ่นอุบ เดินนำลงบันไดไปสู่พื้นล่างเมื่อถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้วพยายามเร่งฝีเท้าให้ห่างออกไป เหมือนไม่อยากได้ยินเสียงเขาเข้าสู่โสตประสาทและเกรงว่ามันอาจทำลายระบบเซลล์ในกายหล่อนจนเป็นเนื้อร้ายขึ้นมาได้

“ผมไม่เคยเห็นใครอวดดีเท่าเธอเลย”
เพื่อนสาวที่เดินอยู่ด้วยอมยิ้ม หล่อนนึกอยากให้คนทั้งคู่เป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจจะทำความรู้จักมักคุ้นให้มากกว่านี้ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านกันมานาน
“เธอดีสักแค่ไหนเชียว เที่ยวไปรักคนมีเจ้าของแล้ว ระวังเถอะ….” เขารู้สึกคันปากยิบๆ
“เฮ้อ เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้จะว่าไงนะ”
“ผมว่ามันต้องจบลงไม่เกินสามเดือน” เขาคาดคะเนเรื่องรักในใจหล่อน
“ถ้าเป็นงั้นก็ดีสิ” “ทำไมคนดีๆ ผ่านมาไม่รู้จักมองนะ” เขาหมายถึงเพื่อนที่แวะเวียนมาหาเขาและบางคนก็สนใจหล่อนแต่หล่อนทำเมิน
“ส้มเขาชอบผู้ชายแบบนั้น มีความคิดอ่าน ฉลาด เป็นผู้ใหญ่ ตอนที่คบไม่คาดคิดว่าเขามีใครอยู่แล้วนี่ ถึงจะไม่ได้แต่งแต่เอามาอยู่ร่วมบ้านด้วยก็ถือว่านั่นแหละภรรยาเขา แล้วส้มก็ยังจะ….”

“นินทาฉันอยู่หรือถึงเดินช้าจัง”
หล่อนหันกลับมาและยืนรอเพื่อน หล่อนต้องการกุญแจเพื่อไขประตูแล้วก้าวเข้าไปพักพิงในบ้าน…วิมานที่เคยรู้สึกว่าอบอุ่น ทว่าเวลานี้เหมือนขาดบางสิ่งบางอย่างไป ชีวิตอีกชีวิตหนึ่งกระมังที่อยากให้มีขึ้นในบ้านหลังนี้ หล่อนมีความคิดว่าหล่อนอยู่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ จึงชักชวนวิภาวีเพื่อนรักให้ทิ้งคอนโดมิเนียม ปล่อยให้คนเช่าแล้วมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน แต่วิภาวีก็ช่วยไล่ความเปลี่ยวเหงาในใจหล่อนไม่ได้
ครั้นหล่อนได้พบผู้ชายคนหนึ่ง แล้วก็ให้คำตอบกับตัวเองอย่างรวดเร็วว่า “ใช่” เขาคนนี้แหละคือคนที่หล่อนปรารถนาจะได้พบแต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิด ความรู้สึกที่หล่อนมีเลย ไม่ว่าจะเป็นวิภาวีหรือเพื่อนหล่อนที่มีบ้านอยู่ตรงข้ามกัน แต่เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของหัวใจหล่อนโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับใคร วิภาวีไขกุญแจแล้วเอ่ยปากชวนให้เพื่อนหนุ่มเข้ามานั่งคุยกันก่อน ช่อส้มไม่ขัด หล่อนคิดว่าบางทีเพื่อนสาวอาจพึงพอใจชายหนุ่มคนนี้ก็เป็นได้ หล่อนไปหาเครื่องดื่มแล้วกลับออกมานั่งที่เก้าอี้สนามซึ่งคนทั้งสองนั่งอยู่ก่อนแล้วพลางรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้
“นกอะไรนะชอบมาร้องตอนกลางคืน” วิภาวีเอ่ยขึ้น
“นกกาเหว่าไง เสียงมันดังมาจากต้นตะขบนั่น” ช่อส้มตอบ
“รู้จักด้วยหรือ” เขาหัวเราะ ถามหล่อน
“รู้สิ มันร้องเสียงแบบนี้จะให้เข้าใจว่ามันเป็นการึยังไง” หล่อนโต้
“รู้ไหมมันมีสีอะไร” วิภาวีถามแต่ช่อส้มส่ายหน้า หล่อนได้ยินแต่เสียง ไม่เคยเห็นตัวมันสักที ได้ยินเสียงขยับปีกใต้พุ่มไม้ใบบังเท่านั้น “สีดำ” ชายหนุ่มตอบ
“นกที่มีสีดำ ลักษณะเหมือนกันทุกอย่างเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มีสี่ตัวนะ คือ แซงแซว กา กาเหว่า และนกกาน้ำ เคยได้ยินชื่อไหม”
สองสาวพยักหน้าพร้อมกัน เขาพูดต่อ
“เมื่อมันมีลักษณะเหมือนกัน เราจะรู้ได้ไงว่าตัวไหนคือนกอะไร”
“เสียงร้องไง” ช่อส้มตอบพลางแหงนมองพระจันทร์สวยตรงหน้า เขายิ้ม พอใจกับคำตอบที่ยิน เขามองหล่อน
“เหมือนคนเรา จะรู้ได้ไงว่าใครเป็นยังไงก็จนกว่าคนๆ นั้นจะแสดงคำพูดหรือพฤติกรรมต่างๆ ออกมา กาย่อมเป็นกา ย่อมไม่ใช่แซงแซว กาเหว่า หรือกาน้ำอย่างที่คิด”
วิภาวีอมยิ้ม นี่เขากำลังจะเตือนใจช่อส้มกระมังเกี่ยวกับผู้ชายที่หล่อนคบหา ช่อส้มเปลี่ยนทิศทางการมองมาสบตาเขาแวบหนึ่งแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ปากก็เอ่ยเอื้อน
“อยากให้ที่นี่เหมือนที่น้ำหนาวจัง ฟ้าต่ำโอบโค้งลงมา จนดูเหมือนจะเอื้อมมือไปถึงดวงดาวได้” คำพูดหล่อนทำให้เขาหวนนึกถึงวันเก่าๆ นั้น…ครั้งที่ไปเที่ยวอุทยานน้ำหนาวด้วยกัน คืนที่ไปเดินเล่นชมดาวในยามดึก หล่อนถือไฟฉายในมือแล้วเที่ยวส่องขึ้นไปทักทายหมู่ดาวบนฟ้า ปากหล่อนว่า ‘เห็นฉันไหม สิ่งเล็กๆ บนดาวสีน้ำเงินนี้ กระพริบตาตอบฉันหน่อยสิ’ หล่อนทักทายกระจุกดาวที่เรียกว่าดาวลูกไก่ ม่านตาหล่อนเปิดกว้างรับเอาหมู่ดาวเรือนพันเรือนแสนนั้นเก็บไว้เป็นภาพพิมพ์ในใจ เขารู้ ชีวิตหล่อนอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี โอกาสจะพบภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวในยามค่ำเช่นนี้ยากนัก
“รู้ไหมคุณส้ม สรรพสิ่งที่คุณมอง มันโลดแล่นได้ในสายตาคุณ แต่ละสิ่งที่คุณมองจึงดูสวยงามไปหมด….”
เขาไม่เบื่อความโรแมนติกที่หล่อนมี เพียงแต่ว่า เขาอยากให้มันอยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่ใช่จินตนาการที่หล่อนเพริดไปกับมันจนกู่ไม่กลับ
“ผิดหรือที่ฉันมองด้วยใจที่เป็นสุข” หล่อนย้อนถาม “คุณเองก็เหมือนกันหัดมองอย่างฉันบ้างสิแล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้น่ารื่นรมย์เพียงใด”
“พระจันทร์นั่นเป็นดวงเดียวที่คุณและผมมองแต่สิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนกัน คุณบอกซิว่าคุณเห็นอะไร”
“ฉันเห็นอะไร เรื่องอะไรจะต้องบอกคุณ ฉันจะเก็บมันไว้ในใจ” หล่อนสะบัดน้ำเสียง
“แต่สิ่งที่ผมเห็นแตกต่างจากคุณแน่ เจ้าดวงกลมโตในคืนนี้มันบอกเราว่าวันนี้ฉันมีหน้าตาแบบนี้นะ แต่พรุ่งนี้ และวันต่อๆ ไป หน้าตาฉันจะไม่เหมือนเดิมแล้วนะ มันจะค่อยๆ แหว่งเว้าไปทีละน้อยเหมือนกาลเวลาที่ผันผ่านไป แล้วจะมานั่งมองฉันอยู่ทำไมล่ะ ทำไมไม่รู้จักไปทำอย่างอื่นบ้าง ที่มีประโยชน์กว่าการมานั่งมองฉัน”
ได้ผล หญิงสาวลุกขึ้นยืน เดินย่ำยอดหญ้าใต้ฝ่าเท้าหล่อนอย่างแรงกลับเข้าไปในบ้าน
“ชอบยั่วเธอเสียจริง” วิภาวีหัวเราะ
“ถ้าเธอยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ในสมองบ้างละก็ คืนนี้เธอควรจะเก็บคำพูดผมไปทบทวนดู หวังว่าอย่างนั้น”

เขากลับออกจากบ้านหญิงสาว ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วก็เดินออกมานั่งอยู่ในความมืดที่ริมระเบียง ห้องหล่อนอยู่ทิศทางตรงข้าม และคงรู้ว่าเขานั่งอยู่ที่เดิมเหมือนเช่นทุกคืน หล่อนดึงม่านปิดหน้าต่างอีกชั้นราวกับจะปิดกั้นโลกส่วนตัวของหล่อนไว้เป็นสิ่งลี้ลับ เขาอมยิ้ม นึกถึงหล่อน นิสัยแสนงอนและดื้อดึงอย่างนี้แก้ยาก ต่อให้เวลาผ่านไปอีกกี่ปี หากหล่อนไม่คิดแก้ไขตัวเอง ใครก็แก้ให้หล่อนไม่ได้ เหมือนใจที่หล่อนโยงใยไปเกี่ยวไว้กับผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว หล่อนสร้างภาพสวยงามไว้ในใจอย่างหมดจด
… หล่อนนึกรู้บ้างไหม… ความโกรธก็ดี ความรักก็ดี ล้วนแต่มียอดหวานและรากเป็นพิษทั้งสิ้น เขารู้ หล่อนบอกวิภาวีว่า หล่อนยินดีจะเผชิญกับมัน ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หล่อนยังบอกวิภาวีอีกว่า หล่อนชอบเขาคนนั้นมากขึ้นทุกวัน ทั้งยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะเรียกว่าความรักหรือไม่…ไม่ว่าหล่อนจะทอดตามองสิ่งใดก็แลเห็นเขาอยู่ในทุกๆ ที่ ทำไมหล่อนไม่ไปหางานใหม่ทำแทนที่จะมาหมกมุ่นอยู่กับรักที่เป็นไปไม่ได้เช่นนั้น

รุ่งขึ้นเขาเห็นหล่อนแต่งตัวออกจากบ้านไปแต่เช้า เพียงครึ่งวันหล่อนก็กลับมาและแวะมาหาเขาที่ร้านขายต้นไม้เชิงสะพานแห่งนั้น หล่อนเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ที่ว่าง สีหน้าแจ่มใส เขาพูดคุยกับลูกค้าจบลงแล้วจึงหันหน้ามามองหล่อนแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ
“ฉันมีขนมมาฝากคุณ” หล่อนวางกล่องขนมตรงหน้า “ฉันได้งานใหม่แล้ว” หล่อนยิ้ม
“ยินดีด้วย นี่เป็นข่าวที่น่ายินดีจริงๆ”
“ฉันจะได้เลิกเบื่อตัวเองสักที และฉันมีข่าวดีอีกข่าวที่อยากบอกคุณเป็นคนแรก ฉันยุติความเป็นเพื่อนกับคนที่ฉันชอบลงแล้ว”
“ก็ดี” เขาพูดสั้นๆ ส่งน้ำเย็นให้หล่อนดื่มหากหล่อนไม่ดื่ม ปากส่งเสียงให้เขาได้ยินว่า
“บางทีอาจเป็นเพราะนกสีดำสี่ตัวนั่นทำให้ฉันได้คิด เพียงเสียงร้องของมันก็จะทำให้เรารู้ว่า นกตัวไหนคือตัวไหน มีอะไรที่คุณอยากบอกฉันอีกไหม”
หล่อนอยากได้ยินข้อคิดสะกิดใจจากเขาอีก มันอาจช่วยให้หล่อนมีกำลังใจต่อไป แต่เขาบอกหล่อนว่า
“ไม่มี”
“งั้นฉันจะกลับบ้านละ หากวีแวะมาที่นี่ บอกเธอด้วยว่า มีอาหารอร่อยๆ รอเธออยู่ อ้อ คุณด้วยนะ เย็นนี้เราจะทานข้าวด้วยกัน”

เป็นครั้งแรกที่หล่อนเอ่ยปากชวนเขา เขามองร่างที่เดินจากไป ภายใต้สีหน้าสงบเย็นที่เห็น อยากรู้ว่าหล่อนจะสะกดกลั้นน้ำตานั้นไว้ได้นานสักเพียงใด แต่แล้วหล่อนก็เดินกลับมา
“ฉันอยากถามอะไรคุณสักข้อ”
“ถามสิ กี่ข้อก็ได้ ผมยินดีตอบ”
“ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นบอกเลิกคุณด้วยจดหมายฉบับนั้น คุณรู้สึกอย่างไร”
เขาทำสีหน้างุนงงแล้วนึกขึ้นได้ เขายิ้มออกมา
“ผมก็ยิ้มอย่างนี้แหละ”
“คนไม่มีหัวใจ” สีหน้าหล่อนผิดหวัง และก่อนที่หล่อนจะหันหลังกลับ เขาเอ่ยขึ้นว่า
“คุณเข้าใจผิด ผมกับผู้หญิงคนนั้น เราเป็นเพื่อนกัน เธอมาปรึกษาผมเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากของเธอและเธอหาทางออกไม่ได้ ผมอยากช่วย ผมเสนอทางเลือกให้โดยที่ผมจะยอมรับลูกของเธอให้ เธอกลับไปคิดสองวันเต็มๆ แล้วก็กลับมาฝากข้อความบอกผมว่า เธอไม่ต้องการเด็กคนนั้น”
“ทำไมเธอถึงไม่ต้องการล่ะ” หล่อนย้อนถาม เขาหัวเราะ มองหน้าเธอ
“เธอไม่อยากมีผลิตผลที่ไม่ได้เกิดจากความรัก…ก็แค่นั้น”
“อะไรกัน ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วเด็กล่ะ เด็กบริสุทธิ์สักเท่าไรที่ต้องตายไประหว่างทาง โลกนี้โหดร้ายเกินไปแล้ว เพื่อนคุณก็แย่มาก เธอน่าจะรับข้อเสนอของคุณ”
“ผมไปเค้นคอใครให้ทำตามความประสงค์ของผมไม่ได้แม้แต่คุณเองก็เหมือนกัน”
“ก็แล้วทำไม คุณไม่พูดให้เธอคิดล่ะ” หล่อนรู้ว่าเขาชอบพูดกล่อมเกลาจิตใจคน
“เธอไม่เหมือนคุณนี่ คุณมีความคิด คิดในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม นั่นเพราะคุณเอง คุณตัดสินใจของคุณเอง โลกนี้ไม่มีใครสั่งสอนใครได้หรอกนะ มันขึ้นอยู่กับตัวตนของคนๆ นั้นเท่านั้น”
“อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคุณนักหรอก เพียงแต่ว่า ฉันคิดว่า มันเป็นการดีสำหรับฉัน สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง” หล่อนเดินจากเขาไปแล้วและไม่หันกลับมาอีก หล่อนบอกตัวเองว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง เป็นวันดีๆ ของชีวิตในการเอ่ยคำลาจากกับใครสักคนที่หล่อนโยงใจไปพันผูกอย่างแนบแน่นเหมือนเชือกผสมสามเกลียวที่เกี่ยวร้อยให้เป็นเส้นยาวต่อๆ ไป

ขณะก้าวเท้าไปข้างหน้า ดวงตาหล่อนเหลือบแลฟ้ากว้างตรงหน้า หมู่เมฆเกาะกลุ่มกันกระจายตัวไปทั่ว ไม่ช้าอาจจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้แก่โลกด้วยการคืนตัวกลับมาเป็นหยดฝน แต่หล่อนคาดผิด เมฆหมอกที่เห็นเริ่มลอยตัวผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนแลเห็นช่องว่างตรงกลางด้วยสีฟ้าสดใส มีพระจันทร์กลมสีขาวขุ่นเหมือนมีรอยยับย่นแทรกตัวอยู่ด้วย นี่จะมาทักทายหรือดีใจไปกับหล่อนกับความรู้สึกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ละหรือ… หากก้าวแต่ละก้าวที่ย่างไป หล่อนยังคงลากเอาความรู้สึกเก่าๆ ติดตามมาด้วย ภาพทุกภาพที่เคยเห็น ถ้อยคำแต่ละคำที่ได้ยินจากปากผู้ชายที่หล่อนชมชอบ หล่อนรู้ หล่อนไม่อาจสลายมันได้อย่างรวดเร็วนัก….. ขอถึงบ้านก่อนไม่ได้หรือไง ทำไมน้ำตาจึงต้องมารวมตัวกันอยู่ที่ปลายตาหล่อนด้วยนะ… ฝนน่าจะตกลงมาเสียเดี๋ยวนี้ จะได้ไหลรวมไปกับน้ำตาหล่อนด้วย…. กิริยาอาการที่แสดงออกว่าเข้มแข็งนั้นแท้จริงอ่อนแอเสียเหลือเกิน

หล่อนยืนนิ่งอยู่หน้าเตาย่างบาร์บีคิว มืออ่อนแรงแทบจะไม่ได้พลิกกลับไม้เนื้อย่างบนเตาแม้แต่น้อย เขาถือโอกาสเดินมาอยู่ตรงข้ามแล้วพลิกกลับไปมาให้ ลอบมองสีหน้าหล่อนที่พยายามซ่อนเร้นความรู้สึกหม่นเศร้าไว้ภายใน
“ตอนบ่ายคุณถามผมว่ามีอะไรจะพูดอีกมั้ย ตอนนั้นไม่มี แต่ตอนนี้ยังยินดีจะฟังผมพูดหรือเปล่า” เขาเอ่ยขึ้น
“ปากคุณนี่ อยากพูดอะไรก็พูดสิ” หล่อนพูดกลบเกลื่อนพลางช่วยกลับไม้เนื้อย่างตรงหน้าด้วยท่าทีเปลี่ยนไป
“คุณบอกว่าเขาเป็นคนดี และเขายังดีอยู่แม้ในตอนนี้”
“ใช่ เขาดีมากๆ”
“เขาดีต่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคุณ ตอนนี้เขากำลังดีแสนดีอยู่กับใครอื่นอีกมากมาย แต่คุณกำลังอยู่ในความมืดมนหม่นลึกของคุณเอง….มันเป็นความทุกข์ที่คุณสร้างด้วยตัวคุณเอง ไม่ใช่เขา คุณทุกข์ก็เพราะใจคุณเอง ถ้าคุณไม่พลิกใจกลับมา ความทุกข์ก็จะกัดกร่อนชีวิตคุณไปเรื่อยๆ”
“ทำไมคุณจงใจยัดเยียดคำพูดเหล่านี้ใส่หูฉัน คิดว่าฉันไร้สติอย่างนั้นหรือ” หล่อนหันมาโกรธเขาแทน ไม่นึกอยากเศร้าอีกแล้ว ยิ่งใบหน้านั้นมีรอยยิ้มเยือนอยู่เป็นนิจ หล่อนก็ยิ่งอึดอัด เขาคิดจะยิ้มเยาะหล่อนไปตลอดชาติหรืออย่างไร เถอะน่า สักวันเขาต้องรู้จักเอาใจไปเกี่ยวโยงกับใครบ้าง แล้วเขาจะรู้ว่าทำไมคนเราต้องคิดถึงกัน หรือเกิดความรู้สึกที่จะรักใครสักคน…มันช่างเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์จริงๆ ที่หัวใจขนาดเท่ากำมือกลับขยายความรู้สึกพิเศษๆ นี้ออกไปได้กว้างไกลเทียบเคียงจักรวาล….
“ถ้าคนที่สติไม่ดีอยู่ใกล้ๆ ผมจะพูดอีกอย่างหนึ่ง แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม เธอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนทุกประการ ผมว่าเธอมีความคิดอ่านที่ดี เธอไม่ได้ไร้สติ เพียงแต่อาจลืมบรรจุสิ่งที่เหมาะสมลงไปไว้ในใจเธอ ก็เท่านั้น…”
เขาอมยิ้มเดินจากไป

‘บ้าแท้ๆ อย่าไปฟังเขานะ ฟังตัวเอง’ แต่คำพูดเขาก็มีน้ำหนักน่าฟังอยู่มิใช่หรือ พลิกใจกลับมา…กลับมาสู่หัวใจดวงเดิมของตนเองที่ยังไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏเหมือนตอนที่ยังไม่รู้จักใครคนหนึ่ง คนนั้นเมื่อหลายเดือนก่อน

เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นและเป็นอยู่เลือนหายไปง่ายๆ แต่หล่อนก็หวังว่ามันจะเป็นเพียงร่องรอยในเมฆหมอกเท่านั้น เพียงกระแสลมพัดผ่าน สิ่งที่เป็นอยู่ก็จะสลายไปในที่สุด
…ยิ้มสิ ยิ้มเข้าไว้ น้ำตาจะหยดสักกี่หยาด ปล่อยให้มันไหลออกมาจากใจ ไม่ช้าก็จะเหลือเพียงแค่ปลายตาแล้วเหือดแห้งไปในที่สุด.