ราคาน้ำมันขึ้นอีก 1 บาท แย้มข่าวร้ายเลิกตรึงเบนซินเดือน มิ.ย.นี้

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รมว. พลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะปรับเพดานขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันเบนซินขึ้นอีกลิตรละ 1 บาท ในสัปดาห์นี้ แม้ว่าในความเป็นจริง ควรจะต้องขึ้นราคาอีกลิตรละ 3 บาท เพื่อลดภาระการจ่ายเงินตรึงราคาน้ำมัน ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่หากปรับขึ้นราคาทันที 3 บาทต่อลิตร ก็จะกระทบต่อผู้บริโภค จึงต้องทยอยขึ้นเป็นระยะๆ ส่วนน้ำมันดีเซลจะไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน และยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันของรัฐบาล

โดยปัจจุบันรัฐบาลตรึงราคาเบนซิน 95 ลิตรละ 3.22 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 3.31 บาทต่อลิตร และดีเซล 2.55 บาทต่อลิตร โดยเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ใช้เงินตรึงราคาวันละ 179 ล้านบาท เป็นการใช้เงินตรึงราคาที่สูงที่สุดตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาตรึงราคาวันที่ 10 ม.ค.

ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติ 7 มาตรการหลักในการประหยัดพลังงาน ได้แก่ การรณรงค์ให้ผ่านสื่อมวลชน การจัดระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเร็วขึ้น และมีมาตรการในการประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคที่อยู่อาศัย รวมถึงรณรงค์กับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองมาใช้ระบบขนส่งมวลชน รวมทั้งให้กระทรวงพลังงานจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่จะถึงนี้ รัฐบาลจะยกเลิกนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินแน่นอน โดยปล่อยให้ราคาขึ้นลงตามราคาตลาดโลก แต่ยังจะตรึงราคาขายปลีกดีเซลต่อไป ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องลอยตัวราคาขายปลีก น้ำมันเบนซิน เพราะว่ากระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปรับเส้นทางเดินรถเมล์ ให้ผ่านสถานีบริการรถไฟฟ้าใต้ดิน สายบางซื่อ-หัวลำโพงทุกสถานี เพื่อรองรับประชาชนที่จะมาใช้บริการรถไฟใต้ดิน โดยจะเร่งเปิดให้บริการในเดือน มิ.ย. เร็วกว่าเดิม 1 เดือน

ทั้งนี้ เมื่อมีการเดินรถไฟใต้ดินจะทำให้ ประชาชนหันมาใช้บริการรถ ไฟใต้ดินไม่ต่ำกว่า 200,000 คนต่อวัน หรือเท่ากับลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้ทันที 50,000 คันต่อวัน และยังไม่รวมกับประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบนดินไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 คนต่อวัน ซึ่งทำให้จำนวนรถยนต์หายไปจากท้องถนนพร้อมๆ กันไม่ต่ำกว่า 70,000 คันต่อวัน ส่งผลให้สามารถลดรายจ่ายค่าน้ำมันได้ระดับหนึ่ง

“สถานการณ์ขณะนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือประชาชนต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน และล่าสุด ครม. ได้อนุมัติงบให้หน่วยงานราชการนำมาใช้สำหรับปรับแต่งรถของราชการ และ ขสมก.ให้ใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ค่าใช้จ่ายคันละ 60,000 บาท ซึ่งปัจจุบันก๊าซเอ็นจีวีอยู่ที่ลิตรละ 7 บาท ถูกกว่าน้ำมันเบนซินลิตรละ 13 บาท พร้อมอนุมัติงบให้หน่วยงาน ราช การซื้ออีพลัส ราคาเครื่องละ 3,500 บาท มาใช้กับรถในหน่วยงานของราชการ โดยจะนำร่องในรถของรัฐมนตรี และรถราชการในกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงานก่อนเป็นอันดับแรก”

ส่วนเรื่องของการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือก ได้ลงนามในการผลักดันการใช้เอทานอลผสมในน้ำมันเบนซินทดแทนสารเอ็มทีบีพี (MTBP) ในเบนซินออกเทน 95 โดยรูปแบบจะต้องมีการเพิ่มภาษีนำเข้าจาก 1% ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใช้เอทานอลทดแทนเอ็มทีบีอีทั้งหมด และยกเลิกนำเข้าภายในปี 49 ซึ่งแผนดังกล่าวจะทำให้เกิดการประหยัดการนำเข้าน้ำมันเอ็มทีบีอี และน้ำมันเบนซินประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี

นายแพทย์พรหมินทร์กล่าวว่า ครม.ยังได้อนุมัติให้กำหนดนโยบาย การใช้ไบโอดีเซลผสมน้ำมันดีเซลในสัดส่วน 2% โดยใช้มาตรการจูงใจด้านราคา ในระยะต้นของการส่งเสริมการผลิตและใช้ โดยลดหย่อนเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลิตรละ 0.40 บาท คิดเป็นวงเงิน 7,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทดแทนการนำเข้า 79,000 ล้านบาทต่อปี โดยกำหนดเป้าหมายใช้ไบโอดีเซล 3% ของการใช้น้ำมันดีเซลในปี พ.ศ.2554 หรือประมาณวันละ 2.4 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือผสม 2% ในดีเซลปกติ กับผสม 1% ในการใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตร การใช้ร่วมกับก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ขนส่ง ขสมก.

ราคาน้ำมันดิบดูไบ ล่าสุดวันที่ 18 พ.ค.อยู่ที่ 36.27 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 0.39 เหรียญฯ น้ำมันเบนซิน ตลาดสิงคโปร์ 50.13 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 0.50 เหรียญฯ น้ำมันดีเซล 43.83 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 0.55 เหรียญฯ ในขณะที่ราคาขายน้ำมัน NYMEX ลดลง 0.28 เหรียญฯ อยู่ที่ 41.27 เหรียญฯ โดยตลาดน้ำมันกำลังรอว่า จะมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกหรือไม่ ในการประชุมนอกรอบของรัฐมนตรีจากกลุ่มโอเปกในวันที่ 22 พ.ค.นี้.