วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

นร.หญิง ม.1 ผูกคอตาย! เหตุครูยึดมือถือแล้วเอาแชตส่วนตัวไปประจานจนอับอาย

 (23 ต.ค.63)  ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากญาติของเด็กนักเรียนหญิงวัย 13 ปีรายหนึ่งในพื้นที่หมู่ 3 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ว่าหลานสาวผูกคอที่บ้าน แต่โชคดีที่พ่อแม่และพี่ชายช่วยเหลือไว้ได้ทัน พอสอบถามจึงทราบสาเหตุมาจากกรณีครูประจำชั้นที่โรงเรียน ยึดโทรศัพท์ของหลานสาว แล้วนำไปเปิดแชตส่วนตัวให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันดูกันหลายคน ทำให้หลานสาวเกิดความอับอายตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบเรื่องนี้ที่บ้านของ ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม พบกับ นางน้อย อายุ 34 ปี แม่ของ ด.ญ.บี


นางน้อย เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังตนกลับมาจากทำงานมาถึงบ้านได้ไม่นาน ก็ทราบว่าครูที่โรงเรียนของลูก ยึดโทรศัพท์ของลูกไป แต่ก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรที่โรงเรียนหลังจากนั้น แต่สังเกตเห็นลูกสาวนั่งในบ้านด้วยอาการซึมเศร้า ไม่ยอมพูดคุยกับใคร แต่ตนยังไม่เอะใจอะไร คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ต่อมาไม่นานลูกสาวคนเล็กวิ่งมาบอกว่าพี่สาวผูกคอตัวเองในห้องนอนของบ้าน ลูกชายคนโตจึงรีบวิ่งเข้าไปดู ก็พบลูกสาวคือ ด.ญ.บี ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับขื่อของหลังคาในห้อง จึงรีบเข้าไปช่วยอุ้มร่างลงมา และช่วยไว้ได้จนปลอดภัย


หลังเกิดเรื่องจึงสอบถามลูก จนทราบว่า สาเหตุเกิดจากลูกสาวรู้สึกอายเพื่อนที่โรงเรียน หลังจากครูประจำชั้น ซึ่งเป็นครูชาย ยึดเอาโทรศัพท์มือถือไป แล้วนำโทรศัพท์ของลูกไปเปิดแชตข้อความส่วนตัวให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนดูกัน 10-20 คน ทำให้ลูกเกิดความอับอายและคิดสั้น ซึ่งหลังทราบเรื่อง ตนและสามี รวมทั้งญาติๆ ไม่พอใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากเอาเรื่องครูคนนี้ให้ถึงที่สุด


นางน้อย เล่าต่อว่า ตนมองว่าการที่ครูทำแบบนี้กับเด็ก เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะผลกระทบที่ลูกสาวรับทำให้ลูกตัดสินใจได้ถึงขนาดนี้ ทำให้ตนยอมไม่ได้ การกระทำของครูเป็นการประจานเด็ก หากครูจะยึดโทรศัพท์ก็ยึดไป แต่ไม่ควรเอาการแชตส่วนตัวไปเปิดประจานแบบนี้ หลังเกิดเหตุสามีตนโทรไปสอบถาม ครูก็ปฏิเสธ แต่บอกว่าขอโทษ สามีตนบอกว่าหากจะขอโทษ ให้มาขอโทษที่บ้าน เบื้องต้นตนอยากให้ครูคนนี้ออกไปจากโรงเรียน ไม่อยากให้อยู่โรงเรียนนี้แล้ว เพราะเคยเกิดเหตุกับเด็กนักเรียนหลายคนมาแล้ว ตอนนี้ลูกสาวของตนไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนแล้วหลังเกิดเหตุการณ์นี้ ส่วนที่ต้องนำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย เพราะคุยกับลูกแล้ว ลูกยืนยันว่าอยากเอาผิดครูคนดังกล่าวให้ถึงที่สุด


ด้าน ด.ญ.บี เผยด้วยว่า ช่วงที่เกิดเหตุในโรงเรียน เป็นช่วงที่เลิกเรียนกันแล้ว ตนจึงนำโทรศัพท์ขึ้นมานั่งเล่นตามปกติ แต่ระหว่างที่ตนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ ครูก็เดินมาหยิบโทรศัพท์ไปจากมือ แล้วเอาไปอ่านแชตในโทรศัพท์โดยมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนยืนอ่านอยู่ด้วย ทำให้ตนรู้สึกอายเพื่อนในโรงเรียนที่เห็นแชตส่วนตัว หลังเกิดเรื่องตนจึงรีบกลับบ้านทันที เหตุที่ตัดสินใจคิดสั้น เพราะรู้สึกอายที่ครูมาประจานแบบนั้น ทำให้อายเพื่อนๆ ในโรงเรียน หลังจากที่กลับมาบ้านแล้ว ตอนเย็นเพื่อนที่โรงเรียนก็ติดต่อบอกตนหลังเกิดเหตุว่า ครูยังไปพูดกับเด็กนักเรียนคนอื่นว่าถ้าเด็ก ม.1 ย้ายออกจากโรงเรียนไปทั้งหมด ครูจะทำบุญให้ 1,000 บาท ก่อนนี้ครูเคยชอบเปิดกระโปรงเด็กนักเรียนหญิงด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ และดำเนินการกับครูคนดังกล่าว


ทั้งนี้ ผู้ปกครองของเด็กหญิง เผยว่า จะนำเรื่องนี้หารือกับญาติๆ อีกครั้งว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าตรงกับวันหยุดราชการ จึงยังไม่สามารถติดต่อกับผู้บริหาร หรือครูประจำชั้นคนที่ถูกกล่าวหาได้


เครดิต https://www.thairath.co.th/news/local/south/1960111


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'ปิยบุตร'อัด'ประยุทธ์'ไร้ความจริงใจห่วงเปิดประชุมรัฐสภาเป็นเวทีถล่มม็อบย้ำต้องพูดคุยเรื่องปฏิรูปสถาบัน

 23 ต.ค.63- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ (22 ต.ค.) ที่เพจคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จัดรายการ "ก้าวหน้า ทอล์ก" พูดคุยถึง สถานการณ์ทางการเมือง การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน รวมถึงท่าทีล่าสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พยายามอธิบายขอความร่วมมือให้ถอยคนละก้าว โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ถ้าพิจารณา จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ถอยคนละก้าว เพราะตั้งแต่ยึดอำนาจมาจนปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถอย มีแต่รุกคืบกินแดนประชาธิปไตย กินแดนเพื่อรักษาอำนาจตนเองเข้ามาเรื่อยๆ และเวลามีการคัดค้าน ก็จะรักษาที่มั่น รักษาสถานะตนเองไว้แต่ไม่เคยถอย


ตัวอย่างเช่น เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มีการพูดตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อสืบทอดอำนาจสำเร็จ ลึกๆ ก็ไม่อยากแก้ แต่ก็ยอมเติมให้ 1 บรรทัดในนโยบายของรัฐบาล ให้มีการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่แก้ไข หลังจากนั้นมีเสียงเรียกร้องมากขึ้น ก็ใช้วิธีการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษา ทอดเวลาอีกหลายเดือน มีเสียงเรียกร้องอีก ก็ยอมให้ แต่เป็นการแก้ที่ซื้อเวลา เพราะกว่าจะมี สสร. กว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้คงอยู่อีกนานจนครบวาระ นี่ยังไม่นับหากสามารถยึด สสร. ได้  แล้วตอนนี้ก็มาตั้ง กมธ. พิจารณาก่อนรับหลักการ อย่างนี้แสดงว่าไม่เคยมีความจริงจังหรือจริงใจเลย


 "ยังมีเรื่องการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่มีทั่วประเทศ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์  ใช้เทคนิคเดิมซ้ำซาก นั่นคือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กำจัดเสรีภาพการชุมนุม ไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น และพอมีการชุมนุมเสร็จแล้วตั้งข้อหา ไม่ว่าจะ พ.ร.บ.การชุมนุม พ.ร.บ.ความสะอาด หรือเรื่องกีดขวางจราจร อีกสารพัด เป็นการตั้งข้อหาเยอะๆ และออกหมายจับทิ้งไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกจับ ซึ่งโดยมากก็ไปจับตอนกลางคืน ให้สายสืบนอกเครื่องแบบไปจับ ไม่ยอมจับซึ่งหน้า นี่คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และพอจับแล้วก็ไม่ให้ประกัน และถึงได้ประกัน พอมีปล่อยตัว ก็มีหมายจับจากพื้นที่อื่นมาอายัดตัวไป การจับๆ ปล่อยๆ แบบนี้คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ชุมนุมอ่อนแรง ซึ่งอย่างนี้ไม่เรียกการถอยอย่างแน่นอน" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ยังมีกรณีหนังสือ ถึงประธานรัฐสภาเพื่อขอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งถ้าปิดชื่อหัวหนังสือ 3 ข้อที่ระบุไปนั้น อ่านแล้วนึกว่านี่คือประกาศคณะรัฐประหาร หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวโทษผู้เยาวชนผู้ชุมนุมเต็มไปหมด ซึ่งถ้าผู้ชุมนุมได้อ่าน คิดว่าพวกเขาจะคาดหวังการเปิดสภาพูดคุยเรื่องอะไร ซึ่งตนได้ข่าวมาว่า ส.ส. ฝั่งรัฐบาล และ ส.ว. เตรียมใช้เวทีประชุมสภาวิสามัญนี้ ในการถล่มม็อบนักเรียนนิสิตนักศึกษา และเผลอๆ อาจลามมาถล่ม ส.ส. ก้าวไกล พรรคฝ่ายค้าน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และตนเองด้วย ซึ่งถ้าเปิดสภาคุยกันมีแต่เรื่องว่า นักเรียนนักศึกษาไม่มีความคิด ถูกปลุกปั่น มีผู้อยู่เบื้องหลัง จาบจ้วง ฯลฯ ถ้าออกมาลูกนี้คงดูไม่จืดแน่ เพราะแทนที่จะเปิดสภาเพื่อหาทางออก จะเป็นการเปิดประชุมสภาที่เอาน้ำมันสาดเข้ากองไฟ ดังนั้น ถ้า ส.ส. รัฐบาล หรือ ส.ว. คิดแบบนี้ โปรดอย่าทำ เพราะทำเมื่อไหร่เดือดแน่นอน จนคุณควบคุมไม่ได้ ตนหวังว่าการเปิดสภาจะเป็นการช่วยหาทางออก ไม่ใช่ถล่มขบวนการนิสิตนักศึกษา


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า กรณีข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งขณะเดียวกันมีอีกฝ่ายออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ลองพิจารณาว่า คำว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตรงไหนเป็นประโยคหลัก ตรงไหนเป็นอนุประโยค ซึ่งถ้าตามนี้ก็ต้องเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง และประมุขของรัฐคือกษัตริย์ ที่ต้องจัดวางตำแหน่งให้ที่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวด 2 เป็นองค์กร สถาบันตามรัฐธรรมนูญ นี่คือความหมายว่าพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้น


ดังนั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยได้เสมอ เช่นเดียวกับรัฐสภา ที่ถกเถียงออกแบบกันจะเอาสภาเดี่ยวสภาคู่ หรือศาลว่าจะเอาอย่างไรปฏิรูปอย่างไรก็ต้องถกเถียงเช่นกัน เวลาเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่จะมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือเหนือกาลเวลา เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ปัจจุบัน สังคมกำลังยกเว้นให้กับพระมหากษัตริย์มากเกินไป จนคลุมไปทุกเรื่อง


"ตำแหน่งประมุขของรัฐต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น แต่ละตำแหน่งมีเอกสิทธิ์ อำนาจหน้าที่ ตามแต่ระบบอการปกครองจะให้ เช่น ประมุขของรัฐ ในช่วงดำรงตำแหน่งจะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีบ้านที่พักอาศัย มีคนติดตาม มีขบวนรถ มีพิธีกรรม พิธีการ  ฯลฯ นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญมอบให้กับประมุขของรัฐ สร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ และก็มีข้อยกเว้นได้ที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นก็กินแดนเข้ามาในประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ดำรงอยู่ตามประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปตามเวลา นั่นคือไม่มีใครยอมให้ใครสืบทอดอำนาจตามสายโลหิตในรัฐ แต่เมื่อยังหลงเหลืออยู่ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ได้ โดยออกแบบให้เป็นประมุขและจำกัดเรื่องพระราชอำนาจ ข้อยกเว้นที่มีให้ก็ต้องพอสมควร ไม่ใช่มากเกินไป ดังนั้น ประมุขของรัฐต้องดำรงอย่างมีเกียรติด้วยตามที่ระบอบประชาธิปไตยให้ไป ซึ่งวันนี้ต้องถามว่า ตกลงแล้ว เราสร้างข้อยกเว้นให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมากเกินไปหรือไม่ ถ้าใช่ จะลดลงมาหรือไม่" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า วันนี้เรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาวางอยู่บนโต๊ะ พูดกันบนท้องถนนแล้ว คำถามคือรัฐบาลจะจัดการอย่างไร  ซึ่งก็มี 2 วิธี คือ 1. ใช้ความรุนแรง ลงโทษ อุ้มฆ่า ฯลฯ แล้วหวังว่าคนจะกลัว กับ 2. ยอมรับว่ามีคนเรียกร้องเรื่องนี้ มีคนตั้งคำถามเรื่องนี้ ดังนั้น สร้างพื้นที่ในการพูดคุย ออกแบบว่าสังคมไทยจะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างไรให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในความเห็นตนนั้น เห็นว่าต้องใช้วิธีแบบหลัง เพราะแบบแรกไม่มีทางปกป้องสถาบันกษัตริย์ได้


และวันนี้ กลุ่มคนปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่ทำๆ กันอยู่นั้น ไม่เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์เลย การใช้วิธีเกณฑ์คนมา จัดคนมาประจัญหน้ากัน ถามว่าทำแบบนี้จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์หันมารักได้เหรอ ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม มีคนไทยอายุน้อยๆ รุ่นหนึ่งที่มีความคิดไม่เหมือนกับคนรุ่นอาวุโส หรืออนุรักษ์นิยม คุณปราบไม่หมดแน่นอน และคนรุ่นนี้คือคนที่จะอยู่ในสังคมอีกนาน ขณะที่ผู้อาวุโสมีแต่จะหมดไป


"ดังนั้น ผมอยากเชิญชวนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยังมีสติ มีเหตุมีผลอยู่บ้างช่วยกันพูดเรื่องนี้ เพื่อเราจะได้ควบคุม คาดการณ์ คาดหมายสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ สถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในโลกเหลือไม่มากแล้ว เราต้องตั้งคำถามว่าจะเอาแบบไหน ถ้าเลือก ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ต้องออกแบบเป็น ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  และสิ่งที่นักเรียนนิสิตนักศึกษาพยายามเรียกร้องนั้น ไม่ใช่มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องทะลุเพดาน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือทำไม่ได้ เพราะเขาเรียกร้องประเทศไทยปกครองประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่ปรับข้อยกเว้นลงมา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการอยู่รวมกัน ตอนนี้ศตวรรษที่ 21 แล้ว การรักษาสถาบันกษัตริย์ดีที่สุดคือประชาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยมไม่มีทางรักษาได้ ทำได้แต่เพียงอ้างตัวเองเพื่อให้ได้ประโยชน์ ทำได้แต่เพียงประคับประคองเท่านั้น แต่คลื่นลมความเปลี่ยนแปลงจะทำลาย มีแต่เพียงประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่ต้องการให้ประชาธิปไตย แต่ต้องการให้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ " นายปิยบุตร กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/81521


ศาลแพ่งงดไต่สวนฉุกเฉิน หลัง “ประยุทธ์” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่รับฟ้องไว้นัด 19 ม.ค. 64

 หลังวานนี้ (21 ต.ค.) 6 นิสิตนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเครือข่ายทนายความสิทธิมนุษยชน เป็นตัวแทนประชาชน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  รวมทั้งประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ และได้ยื่นขอคุ้มครองชั่วคราว พร้อมขอไต่สวนฉุกเฉิน ก่อนศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งในวันถัดมา


รับฟ้องเหตุศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจศาลทั่วไป นัดกำหนดประเด็นข้อพิพาทปีหน้า 


วันนี้ (22 ต.ค. 63) 9.20 น. ห้องพิจารณา 410 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ด้วยเหตุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครนี้ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับต่อประชาชนทั่วไป แต่เนื่องจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ) มาตรา 16 บัญญัติให้ประกาศ คำสั่งและการกระทำตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถฟ้องคดีที่ศาลปกครองได้ รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 188 ประกอบมาตรา 194 บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเป็นการทั่วไปได้ คดีของ 6 นิสิต–นักศึกษานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะรับพิจารณาไว้ได้ 


ศาลแพ่งจีงรับฟ้องคดีนี้ นัดชี้สองสถาน และกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ม.ค. 64 เวลา 09.00 น. และในวันนี้อนุญาตให้โจทก์ไต่สวนฉุกเฉิน แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนิสิตจุฬาฯ มีภารกิจรายงานตัวต่อพนักงานอัยการในคดีชุมนุมให้กำลังใจภาณุพงศ์ จาดนอก และอานนท์ นำภา หน้า สน.บางเขน เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลจึงนัดไต่สวนโจทก์ที่ 1 พร้อมนักวิชาการ เวลา 13.00 น. แทน


รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง อ้างเหตุความร้ายแรงคลี่คลายและยุติลง 


ก่อนเวลา 12.00 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญคือ


หนึ่ง ให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ต.ค. 63 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 16 ต.ค. 63


สอง บรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง ที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง


โดยอ้างเหตุผลในการยกเลิกประกาศดังกล่าวเนื่องจาก “ปัจจุบันเหตุการณ์ร้ายแรงอันเป็นเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้คลี่คลายความรุนแรงและยุติลง โดยอยู่ในภาวะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการบังคับใช้มาตรการตามที่กำหนดในกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาได้ตามปกติแล้ว” การยกเลิกนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป


งดไต่สวนฉุกเฉิน ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เหตุละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างต่อเนื่องยาวนานจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ หมดไป 


14.15 น. ผู้พิพากษา 4 คน ลงนั่งบัลลังก์ในห้องพิจารณา และอ่านคำสั่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ต.ค. 63 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ฯ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 16 ต.ค. 63 และบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวแล้ว ซึ่งการยกเลิกนี้มีผลตั้งแต่วันนี้ (22 ต.ค. 63) เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ทำให้เหตุในการขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาและคำขอในกรณีฉุกเฉินของโจทก์ทั้งหมด ที่ว่าการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ และประกาศคำสั่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อโจทก์และประชาชนเป็นอันสิ้นสุดลง โดยผลของการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ฯ ดังกล่าว 


ศาลแพ่งจึงให้งดไต่สวนฉุกเฉินโจทก์ที่ 1 และนักวิชาการ พร้อมยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ด้วยเหตุแห่งการวินิจฉัยตามคำร้องขอได้สิ้นสุดลงแล้ว 


ผู้พิพากษาได้เน้นย้ำว่าคดีนี้ศาลแพ่งรับฟ้องไว้แล้ว และนัดกำหนดแนวทางการดำเนินคดีในวันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 09.00 น. ก่อนจะลงบัลลังก์ไป 


ในวันเดียวกันนี้ ห้องพิจารณา 802 เวลา 10.00 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ในคดีที่ฟ้องให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ของนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก และของน.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยศาลกำหนดให้ทั้งสองคดีนี้มาฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ในวันที่ 28 ต.ค. 63  

ทนายความชี้การยกเลิกไม่เท่ากับการเพิกถอน รัฐอ้างความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำใดก่อนการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงได้


ด้านสุรชัย ตรงงาม เครือข่ายทนายความสิทธิมนุษยชน จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เห็นว่าการ “ยกเลิก” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ วันนี้ มีผลไม่เท่ากับการ “เพิกถอน” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ตามที่นิสิต–นักศึกษาได้มีคำขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนแต่อย่างใด


เนื่องจากการยกเลิก ยังทำให้เจ้าหน้าที่รัฐอ้างได้ว่าการออกประกาศคำสั่งและดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วหลังวันที่ 15 ต.ค. 63 นั้นมีอำนาจทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63 และการจับกุมนักศึกษาและประชาชน ไปควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 63 จนถึงเช้าวันนี้ 


ดังนั้น นิสิต–นักศึกษาจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีต่อไป เพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบและวินิจฉัยว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น และรัฐต้องมีการเยียวยาความเสียหาย โดยการเพิกถอนหมายจับและปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่โดนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยทันที ส่วนข้อหาอาญาอื่นๆ หากเกี่ยวข้องกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงก็ต้องยุติการดำเนินคดีโดยทันที


ในคดีนี้มีเครือข่ายองค์กรด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน 8 องค์กร ได้ร่วมกับนิสิต นักศึกษา ดำเนินการยื่นฟ้องคดีด้วย ได้แก่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม, สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


 https://tlhr2014.com/?p=22332


"กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน" วางพวงมาลาพระบรมรูปทรงม้า - อ่านแถลงการณ์ "อาชีวะของพระราชา"

 (23 ต.ค.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ที่พระบรมราชานุสรณ์ พระลานพระราชวังดุสิต กลุ่มอาชีวะ 33 สถาบัน ในนาม “อาชีวะปกป้องสถาบัน” ได้นัดแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง รวมตัวกันบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช ( เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ต.ค.)  พร้อมอ่านแถลงการณ์ ยืนยัน จะยืนเคียงข้างประชาชน ร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์


โดยระบุว่า จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษา ที่ประท้วงในหลายพื้นที่ เชื่อว่า มีกลุ่มคนทั้งใน และต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงเยาวชน ทั้งนักเรียน นิสิตนักศึกษา เพื่อให้เกิดความแตกแยก เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องจากกลุ่มนักศึกษา สามารถเข้าถึงการสื่อสารในโซเชียล ซึ่งง่ายต่อการป้อนข้อมูลเท็จ เนื้อหาบิดเบือน  เป็นข้อมูลเชิงลบและบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความแตกแยก


ทั้งนี้ทางกลุ่มมีข้อเรียกร้องเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว คือ  

1. กลุ่มอาชีวะยึดมั่นในการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


2. ขอให้คนที่อยู่เบื้องหลังหยุดบิดเบือนข้อมูล ปลุกปั่นให้ประชาชนแตกแยก


3. ประณามผู้ที่สั่งการและสนับสนุน รู้เห็นและล้อมรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยขอให้รัฐบาลลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง


4. การแสดงออกของทุกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นสิทธิ เสรีภาพ ทุกคนทำได้อย่างอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทางกลุ่มอาชีวะ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวขัดขวาง แต่ต้องไม่ก้าวล่วงหรือมีพฤติกรรมหมิ่นสถาบันโดยเด็ดขาด


5. ยืนยันจะไม่มีการใช้ความรุนแรง ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ยกเว้น ผู้ที่จาบจ้วง หรือเพื่อป้องกันตัวเอง หรือเพื่อป้องกันประชาชน และเราพร้อมปกป้องสถาบันให้ดีที่สุด


6. กลุ่มอาชีวะ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการทำงานของรัฐบาล


ส่วนกรณี กลุ่มอาชีวะ ปะทะ กลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ตัวแทนอาชีวะ เผยว่า รู้สึกเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ทางกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรง 


อย่างไรก็ตามทางกลุ่มอาชีวะ จะแสดงออกถึงความจงรักภักดีด้วยการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า จะไม่สร้างความเดือดร้อน พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ให้ทราบทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม


เครดิต

https://www.dailynews.co.th/politics/802736

https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5171274

https://www.innnews.co.th/politics/news_803063/



ประวัติความเป็นมาและอนาคตของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว

 วันที่ 23 มิถุนายน ปี 2020 เวลา 09.43 น. ดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วโลก ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีซังของจีน หลังจากนั้น 30 นาที ดาวเทียมดวงนี้เข้าสู่วงโคจรตามกำหนด ภารกิจปล่อยดาวเทียมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นอันว่า “โครงการเป๋ยโต่ว”ของจีนได้เสร็จสิ้นกระบวนการพัฒนาที่แบ่งเป็นสามขั้น โดยมีดาวเทียมนำทาง 55 ดวง ที่เป็นเสมือน “กระดานหมากรุกขนาดใหญ่”อยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล


จาก “เติงถ่า-1 ” สู่ “เป๋ยโต่ว-3”


การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางของจีนมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1969 เวลานั้นสหรัฐฯ ได้ค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทางทรานซิส (TRANSIT) ตามทฤษฎีด็อพเพลอร์ (Doppler Principle) สามารถหาพิกัดตำแหน่งเรือด้วยความแม่นยำระดับร้อยเมตร เวลานั้นจีนก็ได้เริ่มดำเนินการค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทางเช่นกัน โดยตั้งชื่อโครงการว่า “เติงถ่า-1” (เติงถ่าแปลเป็นไทยว่า ประภาคาร) ถึงปลายทศวรรษ 1970 แห่งศตวรรษที่ 20 จีนสามารถขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและเสร็จสิ้นการทดสอบภาคพื้นดินของระบบดาวเทียมในขั้นต้น เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในขณะนั้น ต่างประเทศได้เริ่มการค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทาง GPS ซึ่งมีความก้าวหน้าทันสมัยยิ่งกว่า ทีมผู้นำจีนจึงตัดสินใจยุติการค้นคว้าวิจัย “เติงถ่า -1 ” โดยนายฟ่าง เปิ่งหยอ หัวหน้านักออกแบบระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีนกล่าวว่า “ถึงแม้งานวิจัยจะยุติลง แต่โครงการเติงถ่า-1 ทำให้เรามีประสบการณ์และยังได้อมรมบ่มเพาะเจ้าหน้าที่วิจัยที่มีคุณภาพสูง ถือเป็นการปูพื้นฐานให้กับโครงการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วในภายหลัง ”


ปี 1983 นายเฉิน ฟางหยุน สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน ผู้ปูพื้นฐานเทคโนโลยีควบคุมและตรวจวัดสัญญาณดาวเทียมของจีนได้เสนอทฤษฎี “การหาพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม 2 ดวง” เป็นครั้งแรก ในช่วงก่อนและหลังปี 1990 ภายใต้การนำของนายเฉิน ฟางหยุน จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบทฤษฎีดังกล่าว โดยใช้ดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง 2-A จำนวนสองดวงซึ่งอยู่ในวงโคจรแล้ว ต่อจากนั้นภายใต้การอำนวยการของนายถง ไข สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีนจากกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินอวกาศของจีน จีนได้ดำเนินการจำลองทดสอบระบบดาวเทียมนำทางทั้งระบบในภาคพื้นดิน เป็นการพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโครงการ ในขณะเดียวกัน นายฟ่าง เปิ่งหยอ ยังได้นำทีมงานวิจัยแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิคในการพัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมนําทางแบบ two spin บนพื้นฐานของผลสำเร็จที่ได้รับในช่วงเวลาเตรียมการดังกล่าวข้างต้น เดือนกุมภาพันธ์ 1994 จีนได้วางโครงการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วอย่างเป็นทางการ


ปี 1995 เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนด้านการบริการหาพิกัดตำแหน่งและนำทางให้ผู้ใช้บริการ นายฟ่าง เปิ่งหยอ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้านักออกแบบดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง-3 เสนอว่า ระบบดาวเทียมนำทางสามารถใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง-3 ได้ ทั้งนี้ด้านหนึ่งสามารถเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของดาวเทียมได้ถึง 1 เท่าตัว ขยายอายุการใช้งานได้ 1 ใน 3 และยังสามารถย่นเวลาวิจัยและผลิตระบบดาวเทียมนำทางได้ด้วย


นายฟ่าง เปิ่งหยอ กล่าวย้อนอดีตในช่วงนั้นว่า “เนื่องจากจีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมตงฟางหงดวงแรกเข้าสู่วงโคจรตามกำหนด มีสหายบางคนได้แสดงความสงสัยและกังวลต่อข้อเสนอของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ล้มเหลวในคราวนั้นและชี้ว่าไม่ได้เป็นเพราะปัญหาของแผนงานระบบดาวเทียมและระบบย่อยอื่นๆ หากเป็นปัญหาคุณภาพเฉพาะจุดเท่านั้น ขอเพียงควบคุมคุณภาพให้ดีย่อมจะสำเร็จได้แน่นอน” สิ่งที่โชคดีคือ ข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนใช้แพลตฟอร์มดาวเทียมตงฟางหง- 3 นั้น ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานบังคับบัญชาในที่สุด


แต่ก็ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันขณะวางโครงการคือ เรื่องการจัดวางโครงข่ายดาวเทียมในระดับภูมิภาคหรือระดับทั่วโลก นายฟ่าง เปิ่งหยอ ซึ่งเข้าร่วมการหารือประเด็นเกี่ยวกับแนวทางเทคโนโลยีวิเคราะห์ว่า “ถ้าระบบดาวเทียมนำทางวางโครงข่ายใหญ่ระดับโลกในทันที ต้องใช้เวลาและเงินทุนมาก ประเทศจีนเราเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ผู้ใช้บริการของเราส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศและประเทศรอบข้าง ดังนั้นการพัฒนาจากระดับภูมิภาคสู่ระดับโลกจึงเป็นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศจีน”


หลังจากนั้น การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนตุลาคมและธันวาคม ปี 2000 จีนปล่อยดาวเทียมตระกูลเป๋ยโต่วสองดวงติดต่อกันด้วยความสำเร็จ ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้น จีนกลายเป็นประเทศลำดับที่สามของโลกที่มีระบบดาวเทียมนำทาง ปี 2003 ดาวเทียมวงโคจรสถิตดวงที่ 3 ถูกปล่อยสู่ห้วงอวกาศ เสริมระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น


ปี 2004 การสร้างสรรค์โครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-2 เริ่มขึ้น จนถึงสิ้นปี 2012 ได้ปล่อยดาวเทียมเข้าโครงข่ายหลายดวง ประกอบด้วยดาวเทียมในวงโคจรสถิต(GEO)จำนวน 5 ดวง ดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามแนวเฉียง(IGSO)จำนวน 5 ดวง และดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง(MEO)จำนวน 4 ดวง


บนพื้นฐานของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 จึงทำให้จีนมีความมั่นใจและมั่นคง ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 วางโครงการเมื่อปี 2009 จากนั้นจีนได้เร่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2018 ได้ปล่อยดาวเทียมรวม 19 ดวงโดยใช้จรวดปล่อยดาวเทียม 10 ลำ สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางของโลก เดือนมิถุนายน ปี 2020 ดาวเทียมดวงที่ 55 ในระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรด้วยความสำเร็จ ทำให้การจัดวางดาวเทียมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ของจีนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์


สาเหตุที่ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีนกลายเป็นระบบที่ล้ำสมัย

ตามการแนะนำของนายฟ่าง เปิ่งหยอ ความทันสมัยและความคิดสร้างสรรค์ของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วที่สำคัญสะท้อนออกมาในหลายด้านดังต่อไปนี้


1. นับเป็นครั้งแรกในโลกที่ระบบเป๋ยโต่วใช้ระบบดาวเทียมผสมในวงโคจรที่หลากหลาย ซึ่ง “ ประกอบด้วย ดาวเทียมในวงโคจรสถิต(GEO)จำนวน 3 ดวง ดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามแนวเฉียง(IGSO)จำนวน 3 ดวง และดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง(MEO)จำนวน 24 ดวง ” ระบบนี้ได้ยกระดับความแม่นยำในการหาพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่รอบ ๆ ของจีน ซึ่งมีความเหนือกว่าระบบ GPS ของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มความแข็งแกร่งและขีดความสามารถด้านการดำรงอยู่ของกลุ่มดาวเทียมอีกด้วย


2. นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ระบบเป๋ยโต่วประสบความสำเร็จในการใช้ระบบนำทาง RDSS และ RNSS สองแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถสำรองข้อมูลของระบบได้เท่านั้น หากยังสามารถสื่อสารข้อความได้อีกด้วย

  

3. ระบบเป๋ยโต่วประสบความสำเร็จในการใช้ระบบลิงค์ระหว่างดาวเทียม(inter-satellite link)คลื่นความถี่ Ka-band และมีดาวเทียมส่วนหนึ่งได้ใช้ระบบลิงค์ระหว่างดาวเทียมด้วยแสงเลเซอร์เป็นครั้งแรก กลายเป็นระบบการสื่อสารระหว่างกลุ่มดาวเทียมตามวงโคจรทั้งระดับสูง กลางและต่ำ ตลอดจนสถานีฐานภาคพื้นดิน ซึ่งไม่เพียงแต่ยกระดับความแม่นยำในการหาพิกัดตำแหน่งเท่านั้น หากยังสามารถแก้ปัญหาในการไม่มีสถานีฐานในต่างประเทศอีกด้วย

  

4. จีนสามารถทำลายการปิดกั้นทางเทคโนโลยีของต่างประเทศ สามารถค้นคว้าวิจัยและผลิตส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบดาวเทียมนำทางด้วยตนเองเป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะคือนาฬิกาอะตอมที่ติดตั้งบนดาวเทียมและมีความแม่นยําสูง


หลังผ่านการใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการค้นคว้าวิจัย จีนสามารถผลิตส่วนประกอบดาวเทียมด้วยตัวเองทั้งหมด เปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่ต้องพึ่งพาต่างประเทศที่ต้องนำเข้าส่วนประกอบสำคัญของระบบดาวเทียมมาเป็นเวลานาน


นางหวัง ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานบริหารระบบดาวเทียมนำทางของประเทศจีนเห็นว่า นวัตกรรมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของจีนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอีกด้วย โดยกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนา - จากระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบแอคทีฟสู่ระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพ จากการให้บริการในระดับภูมิภาคสู่ทั่วโลก สำหรับระบบการหาพิกัดตำแหน่งแบบแอคทีฟนั้นหมายถึงเวลาผู้ใช้บริการต้องการทราบพิกัดตำแหน่งจะส่งสัญญาณขอใช้บริการก่อน ทางศูนย์ภาคพื้นดินของระบบจะคำนวณและกำหนดพิกัดตำแหน่งแล้วค่อยส่งกลับไปยังผู้ใช้บริการ ส่วนระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพนั้นหมายถึงผู้ใช้บริการสามารถรับสัญญาณนำทางโดยตรงเหมือนใช้เครื่องรับวิทยุ เทอร์มินัลของผู้ใช้บริการสามารถตรวจวัดระยะทางถึงดาวเทียม และคำนวณหาพิกัดตำแหน่งด้วยตัวเองได้”

เมื่อต้นทศวรรษ 1990 แห่งศตวรรษที่ 20 เมื่อคำนึงถึงพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น จีนได้ใช้ระบบ “การหาพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมสองดวงแบบพาสซีพ ” ประเดิมด้วยการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ซึ่งใช้เงินทุนไม่มาก แต่สามารถให้บริการหาพิกัดตำแหน่งและส่งข้อความสั้นๆ ภายในพื้นที่ในประเทศและรอบ ๆ ของจีนได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ว่าจีนก็มีระบบดาวเทียมนำทางเป็นของตัวเองแล้ว


บนพื้นฐานที่สามารถรองรับเทคโนโลยีของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-2 ได้เพิ่มระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทางด้านการหาพิกัดตำแหน่ง การวัดความเร็ว บริการแจ้งเวลา และส่งข้อความสั้นๆ จีนกลายเป็น1 ใน 4 ประเทศที่สามรถให้บริการด้วยระบบดาวเทียมนำทางระหว่างประเทศได้ ระบบเชื่อมโยงระหว่างดาวเทียม ระบบบริการข้อมูล การค้นหาและกู้ภัยทั่วโลก นาฬิกาอะตอมรุ่นใหม่ พร้อม ๆกับ“อุปกรณ์วิเศษ” ดังกล่าวได้ถูกพัฒนาให้ปรากฏเป็นจริงขึ้น ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ได้มีการยกระดับสูงขึ้นอย่างมาก สามารถให้บริการครอบคลุมทั่วโลก


ระบบดาวเทียวนำทางเป๋ยโต่วเป็นของทั้งจีนและทั่วโลก


ตั้งแต่เริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้และวางโครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว ความร่วมมือระหว่างจีนกับต่างประเทศก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด


ปี 2016 รัฐบาลจีนประกาศสมุดปกขาวเกี่ยวกับ “ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีน” ซึ่งได้อธิบายถึงความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างชัดเจนว่า จีนจะผลักดันการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและเข้มแข็ง ให้บริการในการสร้างสรรค์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการพัฒนาภารกิจระบบดาวเทียมนำทางของทั่วโลก ให้ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรับใช้ทั่วโลกเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ สมุดปกขาวชี้ว่าระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วจะเสริมสร้างการรองรับซึ่งกันและกันและการร่วมกันใช้กับระบบดาวเทียมนำทางอื่นๆ ใช้ทรัพยากรตำแหน่งวงโคจรและคลื่นความถี่อย่างชอบธรรมตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ ผลักดันระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วเข้ากับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมภารกิจพหุภาคีในด้านระบบดาวเทียมนำทางระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็ง และจะทุ่มเทผลักดันการใช้ประโยชน์ระบบดาวเทียมนำทางอย่างกว้างขวางในทั่วโลก


ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก เช่น ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีน ระบบดาวเทียมนำทางกาลิเลโอ(Galileo)ของยุโรป ตลอดจนระบบดาวเทียมนำทางระดับภูมิภาค ทำให้ระบบดาวเทียมนำทางของโลกกำลังพัฒนาจากยุคที่มี GPS เพียงระบบเดียวมาสู่ยุคที่มีระบบดาวเทียมนำทางหลายระบบ ในความร่วมมือระหว่างประเทศด้านระบบดาวเทียมนำทางนั้น ได้เริ่มส่งเสริม “การรองรับซึ่งกันและกัน และการทำงานร่วมกัน” สำหรับ “การรองรับซึ่งกันและกัน”นั้น หมายถึงระบบดาวเทียมนำทางสองระบบหรือมากกว่าสองระบบสามารถให้บริการอย่างเป็นเอกเทศ สัญญาณนำทางของระบบจะไม่ก่อกวนซึ่งกันและกัน ส่วน“การทํางานร่วมกัน”นั้น หมายถึงผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการของระบบดาวเทียมนำทางหลายระบบในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถได้รับบริการที่ดีกว่าการใช้บริการเพียงระบบเดียว


นางหวัง ลี่ แนะนำว่า “จีนได้สร้างกลไกความร่วมมือแบบทวิภาคีกับรัสเซีย สหรัฐฯ และยุโรป ที่ถือการผลักดันการรองรับระบบซึ่งกันและกัน การทำงานร่วมกัน และการให้บริการลูกค้าร่วมกัน เป็นสาระสำคัญ เช่น จีนกับสหรัฐฯ เคยจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการรวม 3 ครั้ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านระบบดาวเทียมนำทาง เมื่อปี 2017 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการรองรับสัญญาณซึ่งกันและกัน และการทำงานร่วมกันระหว่างระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วกับระบบ GPS เพื่อให้ทั้งสองระบบดำเนินความร่วมมือในด้านการรองรับซึ่งกันและกัน การทำงานร่วมกัน การเพิ่มคุณภาพการบริการ และการให้บริการแก่ประชาชน เป็นต้น”




ตามสถิติจากสำนักงานบริหารระบบดาวเทียมนำทางแห่งประเทศจีน ถึงปลายปี 2019 ข้อมูลนำทางพื้นฐานของเป๋ยโต่วได้ส่งออกไปยังกว่าร้อยประเทศและเขตแคว้น การบริการที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้ประยุกต์ใช้ด้วยความสำเร็จในอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา เช่น การรังวัดที่ดิน (Land rights)การทำเกษตรอัจฉริยะ(precision agriculture)การก่อสร้างแบบดิจิทัล(Digital construction)การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (The Intelligence of Port) เป็นต้น


ในปี 2013 จีนกับไทยได้ลงนาม“ข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยระบบเฝ้าระวัง ประเมินและคาดการณ์ภัยพิบัติทางภูมิศาสตร์และอากาศของไทย” ที่กรุงเทพ ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่ใช้ประโยชน์จากระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว เป็นโครงการแรกของไทยที่ฐานอุตสาหกรรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์และอวกาศระดับชาติของจีนดำเนินความร่วมมือและส่งออกด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการได้แก่ ระบบเฝ้าระวัง ประเมินและคาดการณ์ภัยพิบัติทางภูมิศาสตร์และอากาศของไทย การใช้ประโยชน์ของระบบดาวเทียมเป๋ยโต่วในนิคมอุตสาหกรรมความร่วมมือแห่งอาเซียน และความร่วมมือปล่อยดาวเทียมสังเกตการณ์พื้นโลกในเชิงพาณิชย์




หลังจากจีนปล่อยดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 สำเร็จไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2020 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยกล่าวว่า ไทยกับจีนจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบินอวกาศต่อไป ไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วอย่างแพร่หลายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน “เราสามารถรับข้อมูลที่แม่นยำจากอวกาศผ่านดาวเทียมคุณภาพสูงของจีน ระบบเป๋ยโต่วได้เสนอทางเลือกที่มากขึ้นแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย ได้ขยายบทบาทสำคัญในด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติและการเกษตรที่ทันสมัย ฯลฯ และเชื่อว่าการขยายขอบเขตการใช้ระดับนี้ ย่อมจะมีบทบาทมากขึ้นต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจของไทย”


การร่วมแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาระบบเป๋ยโต่วให้กับนานาประเทศ


ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ การบริการนำทางที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วนั้น ได้ถูกโรงงานหรือบริษัทในวงการต่าง ๆ นำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เช่น การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ การผลิตสถานีอัจฉริยะเคลื่อนที่ และการให้บริการหาพิกัดตำแหน่ง เป็นต้น จึงได้เข้าสู่การใช้บริการของประชาชน เศรษฐกิจแบ่งปัน(sharing economy)และการดำรงชีวิตของบุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย หลังจากการจัดวางโครงข่ายดาวเทียมในขอบเขตทั่วโลกแล้ว รูปแบบใหม่ ธุรกิจใหม่และเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ได้จากการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วนั้นจะเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนแล้ว ยังจะนำมาซึ่งตลาดที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย


ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจระบบดาวเทียมนำทางชี้ว่า การที่ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้พัฒนาจากระดับภูมิภาคสู่ระดับโลกจะมีส่วนช่วยให้ห่วงโซ่ธุรกิจระบบดาวเทียมนำทางทั้งหมดได้ประโยชน์ โดยเฉพาะธุรกิจแผ่นชิปและเทอร์มินัล


ชิปนับป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในการใช้ประโยชน์ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว ซึ่งจะสามารถแสดงถึงประสิทธิภาพของข้อมูลการนำทางโดยตรง ตามรายงาน“การสร้างสรรค์และพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว”(ปี 2019)ยอดจำหน่ายชิปโมดูล(Chip module)ที่ใช้ในการบริการนำทางในระบบเป๋ยโต่วนั้นเกินกว่า 80 ล้านแผ่น ปริมาณการจำหน่ายแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูงและเสาอากาศนั้น มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% และ 90% ของตลาดในประเทศตามลำดับ และยังได้ส่งออกไปยังกว่าร้อยประเทศและเขตแคว้น


ในขณะที่ดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบเป๋ยโต่ว-3 ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรด้วยความสำเร็จ จีนได้สร้างระบบดาวเทียมนำทางที่ครอบคลุมทั่วโลก จากนี้ไปโครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วจะพัฒนาจากขั้นตอนการสร้างระบบ สู่ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ระบบ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาอีกขึ้น แต่หลังจากระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-3 สร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์แล้ว นอกจากการให้บริการขั้นพื้นฐานเช่น บริการหาพิกัดตำแหน่ง บริการวัดความเร็ว บริการแจ้งเวลาแล้ว คำถามคือระบบเป๋ยโต่วยังจะสามารถให้บริการแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์อะไรบ้าง


นางหวัง ลี่แนะนำว่า “ระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-2 ก็มีฟังก์ชั่นส่งข้อความสั้นแล้ว ซึ่งที่สำคัญให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในจีนและพื้นที่โดยรอบ สามารถสื่อสารได้ 120 ตัวอักษรจีน/ 1 ครั้ง หลังจากระบบเป๋ยโต่ว-3 สร้างเสร็จแล้ว ความสามารถในการส่งข้อความสั้นในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นโดยสามารถส่งข้อความสั้น 1,000 ตัวอักษรจีน /1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ เช่น การบริการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล บริการระบุพิกัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ เป็นต้น ในการบริการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศนั้นยังสามารถให้บริการระบบลิงค์ย้อนกลับ(Reverse link)ยกตัวอย่างเช่นเมื่อศูนย์กู้ภัยได้รับข้อมูลขอความช่วยเหลือแล้ว สามารถแจ้งผู้ใช้บริการที่ประสบภัยให้ทราบว่าทางศูนย์ฯ ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้วผ่านระบบลิงค์ย้อนกลับ ทั้งนี้สามารถเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ประสบภัยได้ว่า ตัวเองจะมีโอกาสได้รับความช่วยเหลืออย่างแน่นอน หลังจากมีระบบเพิ่มความแม่นยำของการให้บริการ(SBAS -Satellite-Based Augmentation System)และในขณะเดียวกันสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ระบบเป๋ยโต่วก็จะสามารถให้บริการที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คุ้มครองการขึ้นลงของเครื่องบินได้อย่างแม่นยำ มีบริการหาพิกัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ(Point Positioning) สามารถให้บริการหาพิกัดตำแหน่งที่ถูกต้องในระดับเดซิเมตรขณะเคลื่อนไหว และความถูกต้องระดับเซนติเมตรในภายหลัง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่การรังวัดที่ดิน การทำการเกษตรที่แม่นยำและการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เป็นต้น” นางหวัง ลี่ชี้ว่ารายการบริการใหม่ดังกล่าวของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรอคอย


ปัจจุบัน ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วกำลังพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยีใหม่ทางด้านอินเตอร์เน็ต Big Data และปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ และกำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ที่ถือข้อมูลด้านเวลาและพื้นที่ของระบบเป๋ยโต่วเป็นสำคัญ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตลอดจนผลักดันการพัฒนานวัตกรรมของรูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


เขียนโดย จาง เล๋ย แปลโดย ลู่ หย่งเจียง

ตรวจแก้โดย ศิวัตรา สินพสุธาดล


Credit https://siamrath.co.th/n/173589


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

อนาถใจ! พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำลูกสาววัย 7 วัน ก่อนนำฝังดิน อ้างผิดหวังไม่ได้ลูกชาย

 


(24 กันยายน พ.ศ. 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.พิเชษฐ จิระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ .พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี ผกก.สภ.ช้างเผือก , พ.ต.ท.บุรินทร์ ยมจินดา รอง ผกก.สส.สภ.ช้างเผือก กำลังประกอบด้วย  พ.ต.ท.ณัฐพล เอกฉันท์ สว.สส  ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์  เครือทอง รอง สวป.ฯ  ได้ร่วมกันจับกุม นายอนุภาพ  (ปิดนามสกุล) อายุ  45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 

 

โดยกล่าวหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่เลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก   อ.เมืองเชียงใหม่   จ.เชียงใหม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย


ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ รับแจ้งจากภรรยาของผู้ต้องหาว่าลูกสาวคือ ดญ.เอ (นามสมมุติ)อายุ 7 วันได้หายไป และสงสัยนายอนุภาพ สามี จะมีส่วนเกี่ยวข้อง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามไปตรวจสอบและทำการควบคุมตัวนายอนุภาพไปสอบสวน ทางนายอนุภาพให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ฆ่า ด.ญ.เอ(นามสมมุติ) ลูกสาวที่เกิดได้เพียง 7 วัน โดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรอกปากจนถึงแก่ชีวิต แล้วนำศพไปฝั่งที่สุสานคริสต์ พื้นที่ อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จึงประสานหน่วยกู้ชีพฯมูลนิธิสว่างสำเร็จเชียงใหม่ และแพทย์เวร รพ.มหาราชนครเขียงใหม่ ขุดศพ นำร่างขึ้นมาเพื่อนำไปชันสูจน์พลิกศพที่โรงพยาบาลมหาราชอีกครั้ง


เบื้องต้นจากการสอบสวนทราบว่าเดิมทีนายอนุภาพ ทำอาชีพค้าขายสินค้ากิ๊ฟช็อป เป็นคนมีเชื่อสายจีนจากบรรพบุรุษ มีลูกสาวแล้ว 2 คนและหมายมั่นปั๋นมือจะเอาลูกชายไว้สืบสกุล ก่อนที่ภรรยาจะคลอดลูกสาว เมื่อ 6 วันก่อนสร้างความผิดหวังให้กับนายอนุภาพอย่างมาก ที่ไม่ได้ลูกชาย และนายอนุภาพ ก็มักบ่นกับทุกวันว่าเด็กไม่น่าเกิดมาเลย อีกทั้งภาวะเครียดหนักจากโรคระบาดโควิด ทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสพความล้มเหลวและเจอปัญหาเรื่อง การมีลูกไม่ได้ดังใจ จึงคิดสั้นอุ้มลูกออกจากบ้านและกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำจนหมดขวด ก่อนจะเอาลูกไปฝั่งเพื่อหวังอำพรางคดี แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี จึงให้การรับสารภาพชดใช้กรรมดังกล่าว

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สมาคมธนาคารไทย ยืนยันทุกแบงก์ปฏิบัติตาม ปปง.อย่างเคร่งครัด

 


(24 ก.ย. 2563) จากกรณีที่ปรากฏรายงานข่าวทางเว็บไซต์ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ว่า สถาบันการเงินหลายแห่งในหลายประเทศ รวมทั้ง 4 ธนาคารในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย ตั้งแต่ปี 2542


โดย ICIJ อ้างว่าเป็นข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานเครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินแห่งสหรัฐอเมริกา (US Financial Crimes Enforcement Network หรือ FinCEN) นั้น


ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด


ทั้งนี้ ทุกธนาคารได้มีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ซึ่งมีกระบวนการรับลูกค้าและพิสูจน์ทราบตัวตน การตรวจสอบรายชื่อลูกค้าและรายชื่อประเทศที่ห้ามทำธุรกรรม (Sanction) มาตรการบริหารความเสี่ยง


ตลอดจนการตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือที่มีเหตุอันควรสงสัย ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)


นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานของระบบธนาคารตามประกาศ Industry Code of Conduct เพื่อให้ทุกธนาคารนำไปปรับใช้ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน


สำหรับ กรณีดังกล่าว ทางสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. อย่างใกล้ชิด ในการตรวจสอบข้อมูลที่มีการอ้างถึงที่ยังไม่สามารถทราบความถูกต้อง และรายละเอียดของเอกสารข้อมูลที่ชัดเจน



เพียงแต่สันนิษฐานได้ว่าหากเป็นข้อมูลที่ได้จาก FinCen ก็น่าจะเป็นการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานปกติ และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป ตามที่ธปท.ได้ให้รายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว


ขณะที่ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธปท.กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อ FinCen เป็นปกติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เรื่องนี้จึงขอให้รอการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน


"ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีแนวทางการกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความรู้จักตัวตนลูกค้า การตรวจสอบและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ที่ ปปง. กำหนดอย่างเคร่งครัด โดย ธปท. และ ปปง.ประสานงานกันเพื่อกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด"